กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เตือนกลุ่มเสี่ยงจากเชื้อพิษสุนัขบ้า

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เตือนภัยกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ สัตวแพทย์ บุคลากรที่ทำงานในสถานบำบัดโรคสัตว์ ผู้ทำงานในห้องปฏิบัติการ บุคคลทั่วไปที่ต้องเดินทางเข้าไปในถิ่นที่มีโรคพิษสุนัขบ้าชุกชุม รวมถึงผู้ใจบุญที่คอยดูแลสัตว์จรจัด เป็นต้น โรคพิษสุนัขบ้าเกิดจากการสัมผัสน้ำลายหรือสิ่งคัดหลังจากสัตว์กัดหรือข่วนเป็นรอยช้ำ เป็นแผลถลอก สัตว์เลียบาดแผลเปิดที่มีอยู่เดิม

โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงที่อาจมีการสัมผัสสุนัขหรือสัตว์ที่ไม่ทราบประวัติ ได้แก่สัตวแพทย์ บุคลากรที่ทำงานในสถานบำบัดโรคสัตว์ ผู้ทำงาน ในห้องปฏิบัติการ บุคคลทั่วไปที่ต้องเดินทางเข้าไปในถิ่นที่มีโรคพิษสุนัขบ้าชุกชุม รวมถึงผู้ใจบุญที่คอยดูแลสัตว์จรจัด เป็นต้น ซึ่งโรคพิษสุนัขบ้าสามารถป้องกันได้โดยการรับวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าตามโปรแกรมหลังสัมผัสโรค (Post-exposure program) ร่วมกับ เซรุ่มแก้พิษสุนัขบ้า (Rabies Immunoglobulin) สำหรับบุคคลที่มีความเสี่ยง การได้รับวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าตามโปรแกรมก่อนการสัมผัสโรค (Pre-exposeure program) เป็นเรื่องที่มีความจำเป็น และควรได้รับการฉีดวัคซีนกระตุ้นซ้ำเมื่อสัมผัสโรคหรือสงสัยว่าสัมผัสโรค ซึ่งการรณรงค์ให้ประชาชนตระหนักถึงอันตรายจากโรคพิษสุนัขบ้า และเข้ามารับวัคซีนป้องกันโรคยังเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วน ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาประเทศไทยมีอัตราการเกิดโรคพิษสุนัขบ้าในสัตว์ มีแนวโน้มสูงขึ้น จากปี 2558-2560 มีรายงานโรคพิษสุนัขบ้าในสัตว์ 330, 614 และ 843 ตัว ตามลำดับ เป็นสุนัข 89.11% โคกระบือ 6.61% แมว 3.57% และสัตว์อื่นๆ0.71% และอัตราการเสียชีวิตของประชาชนในประเทศไทยจากโรคพิษสุนัขบ้า ปี 2558-2560 คือ 5, 14 และ 8 ราย ตามลำดับ ซึ่งล่าสุดเมื่อเดือนม.ค.2561 ที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิตรายแรกแล้วเป็นครูโรงเรียนบ้านลำชี ต.คอโค อ.เมือง จ.สุรินทร์ ที่เป็นคนรักสัตว์มาก โดยเฉพาะสุนัข ซึ่งเลี้ยงไว้ในบ้านถึง 5 ตัว และยังชอบนำอาหารไปเลี้ยงสุนัขจรจัด บริเวณรอบชุมชนโพธิ์ร้าง เขตเทศบาลเมืองสุรินทร์อยู่เป็นประจำ ดังนั้นการได้รับวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าจึงมีความจำเป็นทั้งกลุ่มเสี่ยงและสัตว์เลี้ยงเพื่อป้องกันตัวคุณเองและสัตว์เลี้ยงที่คุณรัก. ขอบคุณข้อมูลบางส่วนและติดตามข้อมูลฉบับเต็มที่ thaihealth